
นิยายบนมือถือหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Keitai shousetsu นั้นกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่วัยรุ่น จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงขยะทางวรรณกรรม ขณะนี้นิยายบนโทรศัพท์มือถือที่ผู้แต่งใช้นิ้วโป้งกดบนแป้นโทรศัพท์อย่างคล่องแคล่วและเผยแพร่บนโลกออนไลน์ผ่านทางมือถือนั้นกลับเป็นที่นิยมอย่างมากและถูกนำมาตีพิมพ์จนขึ้นอันดับหนังสือขายดีในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
โดยในบรรดาหนังสือขายดี 10 อันดับต้นๆ นั้น มีอยู่ถึงห้าเล่มที่กำเนิดมาจากนิยายบนมือถือ (และ 3 อันดันแรกยังเป็นนิยายมือถือทั้งหมด) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของวัยรุ่นที่เขียนด้วยประโยคสั้นๆ ในลักษณะคล้าย sms แต่จะมีการวางโครงเรื่องและการพัฒนาของตัวละครควบคู่ไปด้วยเหมือนนวนิยายทั่วไป
มีการถกเถียงกันมากมายเรื่องปรากฏการณ์นิยายมือถือตามสื่อต่างๆ รวมถึงในบล็อคต่างประเทศและเว็บไซต์อย่างแพร่หลาย (เพื่อนๆ ลอง google หาได้จากคำว่า japanese novel mobile หรือ keitai shousetsu)
“นิยายบนมือถือนั้นจะฆ่านักประพันธ์หรือไม่” เป็นคำถามที่ บังกาคุ คาอิ วารสารด้านวรรณกรรมของญี่ปุ่นตั้งคำถามไว้
บรรดาแฟนๆ วัยรุ่นต่างพากันชื่นชมนิยายในรูปแบบใหม่นี้ ไม่ต่างจากหนังสือการ์ตูนที่คนส่วนใหญ่นิยมอ่านกัน แต่ในทางตรงกันข้าม นักวิจารณ์กลับเห็นว่าการเข้าครอบงำของนิยายมือถือจะส่งผลต่อคุณภาพในเชิงวรรณกรรม เพราะในขณะนี้นิยายมือถือนั้นทำยอดขายได้มากกว่านิยายในรูปแบบเดิมมาก
นวนิยายบนมือถือ ถือกำเนิดในปี 2543 ภายหลังจากที่เว็บไซต์ Maho no i-rando ตระหนักว่า มีผู้ใช้บริการจำนวนมากเขียนนิยายลงในบล็อคของตนเอง ทางเว็บเลยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อัพโหลดงานของตนลงมือถือ ทำเป็นเกิดเป็นนิยายบนมือถือขึ้นมา แต่การอ่านนิยายบนมือถือนั้นเริ่มมาบูมจริงๆ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี่เอง (ขณะนี้มีนิยายบนเว็บไซต์ดังกล่าวมากกว่า 1 ล้านเรื่องทีเดียว)
การที่หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นโตมาโดยมีโทรศัพท์มือถือเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญนอกเหนือจากร่างกายแล้ว จึงส่งผลให้คนรุ่นนี้ชอบอ่านนิยายบมือถือมากกว่าที่จะอ่านบนอินเตอร์เน็ต เพราะคนรุ่นนี้เป็นมนุษย์ประเภทที่ใช้นิ้วโป้งกดส่ง sms กันด้วยความเร็วสูงและใช้สัญลักษณ์แสดงอารมณ์ต่างๆ ในแบบที่คนอายุมากไม่เข้าใจ
จิอากิ อิชิฮาระ ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ซึ่งศึกษาเรื่องนิยายมือถือกล่าวว่า “บรรดานักเขียนนิยายมือถือเหล่านี้ไม่ได้อยากเขียนนิยายแล้วเผอิญมีมือถืออยู่ตรงนั้นพอดี แต่เป็นเพราะว่า ระหว่างที่กำลังส่งอีเมลหากันอยู่ มือถือซึ่งเป็นเครื่องมือในการส่งข้อความหากันได้ค่อยๆ ปลูกฝังความปรารถนาที่จะเขียนนิยายเข้าไปในตัวพวกเขา”
นักเขียนนิยายมือถือจำนวนมากไม่เคยเขียนนิยายมากก่อนแถมผู้อ่านรุ่นใหม่เองก็ไม่ค่อยได้อ่านนิยายที่เป็นรูปเล่มมากเท่าเมื่อก่อนด้วยเช่นกัน
นักเขียนนิยายบนมือถือจะไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการเขียนหรืออ่านของผู้ที่แวะเข้าชมเรื่องของตนเช่นเดียวกับนิยายบนอินเตอร์เน็ตจนกว่าจะได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มและวางจำหน่ายเท่านั้น
นิยายมือถือจะเขียนในลักษณะการเล่าเรื่องผ่านบุคคลที่หนึ่ง เหมือนกับการอ่านไดอารี่โดยที่นักเขียนส่วนใหญ่จะเป็นเด็กสาววัยรุ่นที่กำลังหาคำตอบให้การความรักของตน

Love Sky นิยายมือถือเรื่องแรกของนักเขียนสาวนามว่า มิกะ ได้รับการอ่านผ่านมือถือและเว็บไซต์กว่า 20 ล้านครั้ง นับตั้งแต่ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บเป็นครั้งแรก นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับเซ็กส์ของวัยรุ่น การข่มขื่น ตั้งท้องและโรคร้าย แต่ถึงกระนั้นก็สามารถจับจิตใจของผู้อ่านได้ด้วยคำพูดแบบคนวัยเดียวกันและการที่สามารถอ่านจากมือถือได้ทุกที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม
เมื่อถือนำมาตีพิมพ์ Love sky กลายมาเป็นนิยายขายดีอันดับหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และกำลังจะเข้าฉายในบ้านเรา
การที่นิยายประเภทนี้ก้าวมามีบทบาทในตลาดวงการหนังสือ ทำให้นักวิจารณ์ไม่กล้ามองข้ามอีกต่อไป แม้ว่าบางคนจะยังบอกว่าสมควรจะจัดนิยายมือถือไว้ในประเภทเดียวกับหนังสือการ์ตูนหรือเพลงป็อป
ริน นักอ่านนิยายประเภทนี้บอกว่า นิยายทั่วไปไม่ต้องรสนิยมคนรุ่นเดียวกันเธอ พวกเขาไม่อ่านงานของนักเขียนมืออาชีพเพราะประโยคของนักเขียนเหล่านั้นเข้าใจยากเกินไป ใช้ภาษาและถ้อยคำฟุ่มเฟือย และเรื่องราวจับต้องยากไม่คุ้นเคย ในขณะที่นิยายมือถือนั้นเข้าใจง่ายกว่าด้วยภาษาและย่อหน้าสั้นๆ พร้อมเรื่องที่คาดเดาได้
ที่มา NewYork Time Online และ คอลัมน์เปิดโลกกว้าง ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
…………………………………………………………………….
ความเห็นส่วนตัว : นายน้อยอ่านคอลัมน์นี้ในคมชัดลึกและเห็นว่าน่าสนใจเลยไปค้นใน new york time ก่อนจะเอามาเล่าต่อให้เพื่อนๆ ฟัง
นายน้อยว่าปรากฏการณ์นี้คงคล้ายกับสมัยที่นิยายออนไลน์เริ่มบูมใหม่ๆ นักวิจารณ์ในตอนนั้นหรือแม้แต่ขณะนี้ก็พูดเหมือนกันว่านิยายออนไลน์นั้นให้คุณค่าทางวรรณศิลป์น้อยลง การใช้ภาษาที่เปลี่ยนไป การใส่ emoticon ในนิยายประเภทเกาหลี เรื่องราวที่ไม่มีมุมมองเชิงลึก และอื่นๆ อีกมากมาย
ส่วนตัว นายน้อยคิดว่ามันคือการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ให้ความสะดวกและง่ายขึ้น คนในยุค generation Y นั้นนิยมความรวดเร็ว ฉับไว กระชับได้ใจความ บางครั้งการนั่งถอดเวลาอ่านหนังสือเล่มนึงริมสนามหญ้า ขบคิดถึงความหมายในเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ อาจจะไม่ใช่ทางเลือกของชีวิตที่ต้องเร่งรีบอีกต่อไป
แต่ในทุกเรื่องราวย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น การหยิบจับเอาเรื่องดีของมันมาก็น่าจะช่วยให้มองอะไรได้สบายใจขึ้น อย่างนั้นเด็กวัยรุ่นก็ไม่ละทิ้งการอ่านหรือลืมเลือนการเขียนไป
จริงมั้ย